MINI Electric Collection Edition รุ่นพิเศษกับหลังคา Multitone เพียง 40 คันในไทย

หลังจากที่ MINI ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของค่ายในชื่อรุ่น Cooper SE ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ MINI ในไทย ในที่สุด มินิ ประเทศไทย ก็เดินเกมรุกต่อเนื่องรับกระแสการขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียมคอมแพค ด้วยการเปิดตัว MINI Electric Collection Edition (multitone roof) รุ่นพิเศษที่มีเพียง 40 คันเท่านั้นในไทย

MINI Electric Collection Edition (multitone roof) โดดเด่นด้วยหลังคาเฉดสีพิเศษกับตัวถังสีใหม่ ได้แก่ สีเทา Rooftop Grey Metallic และ สีน้ำเงิน Island Blue Metallic ช่วยให้ดูมีความสปอร์ตมากขึ้นผสานกับการออกแบบสีหลังคาที่ไล่เรียงกันใน 3 เฉดสี อย่างกลมกลืนนี้ยังสื่อถึงตำนานความหลากหลายทางสีสันซึ่ง MINI ได้สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงเอกลักษณ์ของการออกแบบที่คัดสรรมาสำหรับ multitone roof ซึ่งผสานกันอย่างสวยงามลงตัวกับสีของตัวถังรถ ด้านสมรรถนะของการขับขี่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสนุกสนานเฉพาะตัว พร้อมให้ประสบการณ์ในการก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน และยังตอบโจทย์การเดินทางภายในเมืองที่สะอาดปลอดมลพิษเช่นเดิม พร้อมความสนุกเร้าใจที่จะสะท้อนความเป็น MINI เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย

MINI Electric Collection Edition (multitone roof) ผ่านการใช้เทคนิคทำสีแบบใหม่จากโรงงาน MINI ในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ดที่ประเทศอังกฤษ โดยใช้เทคนิคแบบไล่โทนสี โดยจะเริ่มลงสีอ่อนอย่างสีฟ้า Pearly Aqua เป็นสีแรก จากนั้นจึงใช้สีน้ำเงิน San Marino Blue แต่งแต้มบริเวณด้านหน้าของหลังคาและสีดำ Jet Black ที่ด้านหลัง ทำให้เกิดการไล่สีที่มีลักษณะพิเศษของ Multitone Roof ซึ่งกระบวนการพ่นสีที่เป็นนวัตกรรมใหม่นี้ได้ผนวกรวมเข้ากับกระบวนการผลิตในโรงงานที่อังกฤษ ทั้งนี้การไล่โทนสีในแต่ละคันอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยจากขั้นตอนการลงสีในกระบวนการผลิต สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครให้แก่รถยนต์ MINI แต่ละคันนั่นเอง

ในส่วนของพลังขับเคลื่อน MINI Electric Collection Edition (multitone roof) ยังคงผสานประสิทธิภาพแห่งการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด โดยใช้พื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Cooper SE นั่นคือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 184 แรงม้า กับแรงบิด 270 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Single Stage สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 150 กม./ชม. สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 7.3 วินาที ส่วนการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC สามารถทำระยะได้ 217 กม. และที่สำคัญที่สุดนั่นคือระยะเวลาในการชาร์จ โดยในรุ่นนี้สามารถชาร์จ (0-80%) ผ่าน AC Home Socket ได้ใน 12 ชั่วโมง, AC Wallbox 7.4 กิโลวัตต์ ภายใน 3 ชั่วโมง 12 นาที และ DC Public Charge 50 กิโลวัตต์ ภายใน 36 นาที 

ในส่วนของแบตเตอรี่ MINI ได้ออกแบบให้อยู่บริเวณใต้ท้องรถ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 12 โมดูล เรียงกันเป็นตัว T ตั้งแต่แกนกลางของรถ มีความจุแบตเตอรี่อยู่ที่  32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ที่สำคัญคือ ตัวแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมาก อยู่บริเวณฐานของตัวรถ ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงหรือ CG ของตัวรถอยู่ต่ำ ทำให้รถยังคงเกาะถนน ขับสนุก และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ตอกย้ำคาแรคเตอร์ Go-kart feeling

ภายในของ MINI Electric Collection Edition (multitone roof) พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนัง Nappa, เบาะนั่งแบบสปอร์ตปรับระดับได้, ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ, มาตรวัดแบบดิจิทัล, จออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัส ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมเครื่องเสียง Harman-Kardon พร้อมลำโพง 12 จุด ที่รองรับ Apple CarPlay, ระบบนำทางกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่าง Intelligent Emergency Call (โทรฉุกเฉินอัจฉริยะ), ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และรองรับการสั่งงานระยะไกลจากแอปพลิเคชัน MINI Connected

โดย MINI Electric Collection Edition คันนี้มาให้ลูกค้าในไทยได้เป็นเจ้าของ จำนวนจำกัดเพียง 40 คันเท่านั้น ในราคา 2,459,000 บาท พร้อมแพ็คเกจ MSI standard

ถ้าคือรุ่นที่คุณสนใจอยากออกในช่วงนี้ อยากรู้ว่ายื่นขอวงเงินพอมั้ย มาประเมินก่อนได้ที่
กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท ขอประเมินได้ก่อนโดยไม่ต้องส่งเอกสาร คลิกที่นี่

ขอสินเชื่อ จัดเลย!